ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > เชื่อหรือไม่ ขายเสื้อผ้า บนเฟส...

เชื่อหรือไม่ ขายเสื้อผ้า บนเฟสบุ๊ค มีรายได้ เดือนละล้าน ?


วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2012  เขียนโดย isranews

“..สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าจากเรา มีเคล็ดลับเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการคิดชื่อร้าน และโลโก้ให้สะดุดตา รวมถึงตัวนางแบบ และสินค้าที่จะต้องแปลกใหม่ ไม่ซ้ำกับใคร...”

“เชื่อหรือไม่ ว่า มีแฟนเพจขายเสื้อผ้าในเฟสบุ๊คแห่งหนึ่ง มีเงินหมุนเข้าบัญชีเดือนละหนึ่งล้านบาท ? ”

สำหรับผู้ที่มีความสนใจลงทุนทำธุรกิจ  หากได้ยินประโยคคำถามนี้  คงตาลุกแว่วกันเป็นแถว

เพราะใครจะคิดว่า การขายเสื้อผ้า ผ่านเฟสบุ๊ค ที่ลงทุนแค่นิดหน่อย จะได้ผลกำไรตอบแทนมหาศาลแบบนี้

นางสาว ก. เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าในเฟสบุ๊ครายหนึ่ง ให้ข้อมูลกับสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ว่า เริ่มทำธุรกิจขายเสื้อผ้าในเฟสบุ๊ค มาประมาณหนึ่งเดือน ปัจจุบันมีรายได้ตอบแทนประมาณหมื่นกว่าบาท จากการส่งสินค้าให้ลูกค้าทางไปรษณีย์ (การขายสินค้าประเภทนี้ ผู้ขายจะให้ลูกค้าโอนเงินเข้ามาในบัญชี จากนั้นจะส่งสินค้าให้ทางไปรษณีย์)

“ที่หันมาจับธุรกิจนี้ เพราะไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ค่าใช้จ่ายก็มีน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับการเปิดร้านขายเสื้อผ้าตามตลาด หรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป แถมยังไม่เบียดเบียนเวลาทำงานประจำด้วย ”

“ พอดีมีรุ่นน้องคนหนึ่ง เขาทำธุรกิจแบบนี้อยู่ และได้ผลตอบแทนสูงถึงเดือนละ 50,000-60,000 บาท และทราบว่ามีบางร้าน ที่มีเงินหมุนเข้ามาในบัญชีเดือนละล้าน กว่าบาท  ก็เลยสนใจและเริ่มเข้ามาจับธุรกิจนี้อย่างเต็มตัว ”

นางสาว ก. อธิบายรูปแบบการทำธุรกิจในเฟสบุ๊คให้ฟังว่า การทำธุรกิจนี้ เริ่มต้นจากการสร้างแฟนเพจ ในเฟสบุ๊ค ขึ้นมาหนึ่งอัน

จากนั้น ก็เริ่มทำธุรกิจได้ทันที

“สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าจากเรา มีเคล็ดลับเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการคิดชื่อร้าน และโลโก้ให้สะดุดตา รวมถึงตัวนางแบบ และสินค้าที่จะต้องแปลกใหม่ ไม่ซ้ำกับใคร”

แต่เคล็ดลับสำคัญที่สุด คือ คุณจะต้องทำให้คนรู้จักเพจร้านค้าของคุณให้เยอะที่สุด

เพราะเมื่อมีคนรู้จักเยอะ โอกาสที่ลูกค้าจะเห็นสินค้าและสั่งซื้อก็มีมากตามไปด้วย

ขณะที่การกำหนดราคาขายก็มีผล ต้องไม่เป็นราคาที่สูงจนเกินไปนัก

“เสื้อที่ดิฉันขายอยู่ปัจจุบัน ตั้งราคาไว้ไม่ให้แพงมาก  ชุดละประมาณ500 บาท ในราคานี้บวกกำไรประมาณ 150 บาท และคิดรวมค่าใช้จ่ายในการขนส่งหมดแล้ว ”

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ สินค้าที่ขาย จะต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ไม่ใช่เอาของมีตำหนิไปขาย และจะต้องบอกไซด์สินค้าให้ชัดเจน

เพราะต้องไม่ลืมว่า ลูกค้า จะเห็นสินค้าของเราผ่านทางรูป ไม่ได้เห็นของจริง ถ้าส่งสินค้าไปแล้ว ไม่ดีมีตำหนิ หรือใส่ไม่ได้ คุณก็จะเสียลูกค้าไปโดยปริยาย

เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าบนเฟสบุ๊ครายนี้ ยังระบุด้วยว่า การทำให้เว็บเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาก็เป็นสิ่งสำคัญมาก

เพราะปัจจุบันคู่แข่งเยอะ ต้องหาทางดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาดูสินค้าในแฟนเฟสของเราอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ปัจจุบันเกิดอาชีพ ผู้ดูแล (แอดมิน)แฟนเพจ ขึ้นมาโดยเฉพาะ ไม่ให้เว็บตาย (ไม่มีการเคลื่อนไหว) เนื่องจากเจ้าของร้านค้าเสื้อผ้าหลายรายไม่มีเวลาที่จะมีดูแลแฟนเพจตลอด เพราะติดงานประจำ

สำหรับอัตราค่าจ้างแอดมิน ขึ้นมาดูแลแฟนเพจโดยเฉพาะ ปัจจุบันอยู่ที่ตัวเลข  4,000-5,000 บาท ต่อเดือน

เนื้องานก็ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมาก แค่ค่อยโพสข้อความทักทายลูกค้า รูป และข้อมูลต่างๆ เท่านั้น

และหากทำงานดี ร้านค้าบางแห่ง ก็อาจจะมีการเพิ่มค่าตอบแทนพิเศษในกรณีที่ร้านขายสินค้าได้จำนวนมากด้วย

สำหรับต้นทุนในการลงทุนทำธุรกิจนี้ พอจะจำแนกออกมาได้ดังนี้ 1. เงินทุนสำหรับซื้อเสื้อผ้า ประมาณ 20,000 บาท 2.  ค่าโฆษณาผ่านเฟสบุ๊ค 3,000 บาท คิดเฉลี่ยวันละ 100 บาท (ต่ำสุด)  เพื่อเพิ่มช่องทางให้คนรู้จักร้านค้าเยอะขึ้น 3. ค่านางแบบ 3,000 บาท 4. ค่าช่างภาพ 3,000 บาท 5. ค่าโลเกชั่น 1,000 บาท (ข้อ3,4 และ 5 ต่อการถ่ายแบบสินค้าหนึ่งครั้ง) 6. ค่ากล่องกระดาษห่อสินค้า ไปรษณีย์ เพื่อส่งของให้ลูกค้า ประมาณ 2-3 พันบาท ขึ้นอยู่กับจำนวนสินค้า

รวมต้นทุนทั้งหมดไม่ถึง 40,000 บาท

สำหรับแหล่งที่มาของสินค้า ก็มีทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยสินค้าในประเทศส่วนใหญ่จะมาจากแหล่งขายส่งตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดนัดจตุจักร ,เดอะแพลทินัม แฟชั่นมอลล์ ย่านประตูน้ำ

ส่วนต่างประเทศ ก็มาจากจีน และเกาหลี เป็นหลัก

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเจ้าของเพจขายเสื้อผ้าบนเฟสบุ๊คหลายราย ลงทุนเดินทางไปเลือกดูสินค้าที่โรงงานผลิต ในจีน และส่งกลับมาด้วยตนเอง ก่อนที่สินค้าเหล่านี้ จะถูกส่งเข้ามาในประเทศไทยตามช่วงเวลาปกติ

เพื่อจะได้มีสินค้าใหม่มาขาย ล่วงหน้าก่อนร้านอื่นประมาณ 1-2 สัปดาห์

เจ้าของร้านเสื้อผ้าเฟสบุ๊คบางราย ยังใช้วิธีการไปตกลงกับร้านค้าที่นำเข้าสินค้าจากจีน ให้ชะลอการขายสินค้าไว้ก่อน เพื่อที่จะได้ให้สินค้าของตนเอง ได้ขายผ่านทางเฟสบุ๊คก่อนก็มี

สำหรับกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาซื้อเสื้อผ้าในเฟสบุ๊คส่วนใหญ่ จะเป็นลูกค้าต่างจังหวัด มากกว่าลูกค้าในกทม.

“ลูกค้าในต่างจังหวัด จะสั่งซื้อสินค้ามากกว่าลูกค้าในกทม. เนื่องจากเข้าไม่ค่อยได้เข้ามาที่กทม.บ่อยนัก แต่ต้องการที่จะซื้อเสื้อผ้าที่ทันสมัยเท่ากับที่คนกทม.ใส่อยู่ เมื่อเราตั้งราคาสินค้าไม่แพงนัก เขาก็มีกำลังซื้อเพียงพอ” นางสาว ก.ระบุ

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่า ปัจจุบันมีผู้ที่สนใจเปิดร้านขายเสื้อผ้าในเฟสบุ๊คจำนวนมาก แต่ก็มีหลายร้านที่ต้องปิดตัวไป

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ คือ ขาดการวางแผนในการทำธุรกิจที่ได้ ไม่มีการศึกษาข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้าน และไม่จริงจังในการทำธุรกิจประเภทนี้

“ก่อนที่จะเปิดร้านขายเสื้อผ้าบนเฟสบุ๊ค ดิฉันศึกษาข้อมูลมาอย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนกำไร และที่สำคัญครั้งแรกจะต้องไม่ลงทุนมากเกินไป เพราะต้องไม่ลืมว่า ถ้าเราขายสินค้าไม่ได้ นั้นหมายถึงว่า เงินเราจะจมไป ยิ่งปัจจุบันคนหันมาทำธุรกิจนี้กันเยอะ ด้วยการแข่งขันก็ยิ่งมีสูง”

“มีเพื่อนหลายคนที่เขาทำธุรกิจนี้ เพราะคิดแค่ว่า มันลงทุนไม่มากนัก น่าจะมีกำไรแน่นอน คิดเพียงแค่ว่า เห็นใครทำแล้ว ได้เงินจำนวนมาก ก็อยากทำตามบ้าง แต่ปรากฏว่า ทำไปได้ไม่นาน เขาก็เลือก เพราะก่อนทำไม่ได้ศึกษาข้อมูลอะไรเลย คิดเอาสนุกเท่านั้น ”

การทำอะไร โดยมีพื้นฐานข้อมูล และการวางแผนที่ดี  ไม่ทำตามกระแสแฟชั่น ไม่ทำอะไรใหญ่จนเกินตัว

จึงเป็นทางหนสำคัญ ที่จะช่วยให้นักธุรกิจหน้าใหม่ ที่จะก้าวเข้ามาในวงการนี้ ประสบความสำเร็จได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจ ขายสินค้าบนโลกออนไลน์ จะต้องตระหนักและเตรียมความพร้อมให้ดี คือ เรื่องภาษี

เพราะเมื่อไรก็ตามที่มีรายได้เกิดขึ้น ก็ต้องมีหน้าที่เสียภาษีให้รัฐ

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ บริษัท TARAD.com  เคยให้ความเห็นเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ว่า การขายสินค้าไม่ว่าจะเป็นช่องทางไหนๆ ก็ตาม ถือว่ามีรายได้ คนขายมีหน้าที่ต้องเสียภาษี

“ผู้ที่ค้าขายไม่ว่าจะช่องทางไหน หรือผ่านช่องทางออนไลน์ต้องเสียภาษีภายใต้ประมวลกฎหมายรัษฎากรเหมือนธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น 1.ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล 2.ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งมีผลบังคับใช้กับทุกธุรกิจ รวมถึงการค้าขายผ่านออนไลน์ด้วย ดังนั้นเมื่อมีลูกค้าสั่งซื้อเข้ามาเจ้าของเว็บไซต์ต้องเสียภาษีเงินได้ และเมื่อสินค้าส่งออกไปให้ลูกค้า ลูกค้าที่สั่งซื้อก็ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย”

ถ้าผู้ประกอบการไม่มีหลักฐานการส่งสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร จะไม่ได้สิทธิการไม่จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แทน

“เมื่อถึงเวลาสิ้นปี ผู้ประกอบการต้องนำรายรับและรายจ่ายที่เกิดขึ้นไปแสดง และยื่นภาษีเงินได้ต่อกรมสรรพากรว่า มีเงินได้อะไรบ้าง และจะเห็นว่า สรรพากรเริ่มให้ความสำคัญบุคคลธรรมดาที่ค้าขายผ่านอินเทอร์เน็ตแล้ว จะเห็นได้จากแบบฟอร์มยื่นเสียภาษีในปี เริ่มให้ระบุชื่อเว็บไซต์เข้าไปด้วยตอนยื่นแบบเช่นกัน”

การทำอะไรให้ถูกต้องตามกฎหมายวันนี้ จึงน่าจะดีกว่าการหลบเลี่ยง เพราะผลเสียที่จะตามมาในอนาคต มีมูลค่ามหาศาลมากกว่าหลายเท่านัก

ตัวอย่างคนหลบเลี่ยงภาษี และได้รับผลตอบแทนอย่างแสนสาหัส ชีวิตพลิกผัน ก็มีให้เห็นเป็นบนเรียนสำคัญอยู่แล้ว

อย่าทำตามเลย เพราะผลที่ได้รับ ไม่คุ้มกับสิ่งที่จะเสียไปหรอก เชื่อเถอะ



ผู้ตั้งกระทู้ Admin :: วันที่ลงประกาศ 2012-11-27 10:05:05


[1]

ความเห็นที่ 1 (3425620)

 เป็นคำแนะนำดีมากคับ  ผมกำลังจะเปิดร้านขายบ้าง กลัวไม่สำเร็จเหมือนกัน  ฝากเพจด้วยคับ

ผู้แสดงความคิดเห็น tiger (neng708-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-11-20 16:54:30



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





The Best Insure ช่วยดูแลคุณดุจญาติ